all-about-thais

เพื่อเปิดเผยความจริง

ศ.โจเซฟ สติกลิทซ์ เป็นผู้วิพากษ์แนวคิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจว่ามันคือการคดโกงที่ออกแบบมาเพื่อให้รัฐมนตรีในรัฐบาลกอบโกยผลประโยชน์ไปสูงสุด ดังนั้นการแปรรูปจึงไม่ใช่ผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่รัฐ
       นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลคนนี้บอกว่าที่จะต้องห่วงมากที่สุดในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็คือการคอรัปชั่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าการโกงกินทีละเล็กทีละน้อยเพราะมันคือการทุจริตขนาดใหญ่
       
       ศัพท์ที่สติกลิทช์ หยิบมาล้อ "Privatization" ก็คือ "Briberization"(การติดสินบน) ซึ่งคำ ๆ นี้กลายเป็นภาพด้านลบของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั่วโลกไปแล้ว

ทักษิณโกง ปตท ไปจากคนไทย
แปรรูป ปตท เพื่อให้เป็นของเอกชน ที่ ระบอบทักษิณเข้ากวาดซื้อหุ้น

===================================================================

ที่มาที่ไปของการแปรรูปพลังงานในปี 2544

1 นาที 17 วินาที กับการขายหุ้น ปตท. (ทำให้น้ำมันราคาแพง)
บทเรียนที่เจ็บแล้วต้องจำ: 1นาที 17 วินาที คนไทยกับหุ้น ปตท.

รัฐบาลทักษิณ ทำการแปรรูป ปตท ไปเป็นรัฐวิสาหกิจ

เมื่อ 2544ปีก่อนการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(ปตท.)เป็นรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปลงสภาพ

เป็นบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ด้วยการกระจายหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์แต่จากการตรวจสอบการกระจายหุ้น ปตท.ในครั้งนั้นของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.)

พบว่ามีนักการเมืองและญาติสนิทของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ในสมัยนั้นปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) ได้รับการจัดสรรหุ้นมากที่สุด

โดยอันดับ 1 คือนายทวีฉัตร จุฬางกูร หลานชายแท้ ๆ ของนายสุริยะ ได้รับการจัดสรรหุ้นมากถึง2.2 ล้านหุ้น
อันดับ 2คือนายประยุทธ มหากิจศิริ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้รับการจัดสรรหุ้นจำนวน 2.06 ล้านหุ้น นอกจากนี้ภรรยาและบุตรของนายประยุทธคือนางสุวิมล และนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ยังได้รับการกระจายหุ้นอีก 1.546ล้านหุ้นและ 1.5 ล้านหุ้น ตามลำดับ(รวมหุ้นที่ตระกูลมหากิจศิริได้รับคือ 5.106 ล้านหุ้น)

ทำไมหุ้นมากมายถึงไปกองอยู่ในมือของคนเหล่านี้?
กลต. ในฐานะผู้ดูแลได้อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า
การที่นายทวีฉัตรได้รับการจัดสรรหุ้นสูงสุด 2.2 ล้านหุ้น
เพราะรับจัดสรรในรูปการจองผ่านธนาคารพาณิชย์ 1 แสนหุ้น ในฐานะลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์
และเป็นหุ้นในส่วนของผู้มีอุปการคุณของ ปตท. อีก 2.1ล้านหุ้น

ส่วนรายของนายประยุทธและนางสุวิมล มหากิจศิริ นั้น กลต. ก็ได้ชี้แจงว่า นายประยุทธได้ซื้อผ่านธนาคาร 1 แสนหุ้น และได้รับการจัดสรรผ่านบริษัทหลักทรัพย์และในฐานะผู้มีอุปการคุณอีก1.96 ล้านหุ้น

ส่วนของนางสุวิมลก็ซื้อผ่านธนาคาร 1.1 ล้านหุ้น และจัดสรรผ่านตลาดหลักทรัพย์และในฐานะผู้มีอุปการคุณอีก4.46 แสนหุ้น
ซึ่งการกระจายหุ้นทั้งหมดนี้ กลต.ถือว่าถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทุกประการ

ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันสหัสวรรษ ได้กล่าวถึงกระบวนการยึดหุ้นของปตท.เมื่อครั้งนั้นว่า “การขายหุ้น ปตท.ใช้เวลาในการขายทั้งหมดทั้งสิ้น 1 นาที 17 วินาที ประชาชนที่อยากจะเป็นเจ้าของหุ้น ปตท. ตื่นตั้งแต่ตี4 เพื่อไปที่ธนาคารแล้วเข้าแถวคอย แม้ให้เป็นคนแรกในแถว แค่กรอกชื่อที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ แล้วให้เทลเลอร์เค้าคีย์ชื่อที่อยู่ลงในคอมพิวเตอร์ก็เกิน 1นาที17วินาทีเรียบร้อยแล้ว“

ดร.วุฒิพงษ์อธิบายต่อไปว่า
หุ้นที่ถูกยึดไปทั้งหมดนั้นไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว ถ้าสามารถควบคุมกลไกในการปั่นหุ้นตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยได้ยกตัวอย่างว่า

“เวลาขายหุ้น ปตท.รัฐบาลบีบเอาหุ้น ปตท. ออกมาขาย 30% เหมือนที่กำลังจะทำกับ กฟผ. (รัฐบาลกำหนดให้นำไปกระจายในตลาดหลักทรัพย์ 25%) สำหรับกรณี ปตท. คิดเป็นหุ้นทั้งหมด 800 ล้านหุ้น ราคาจองที่เรียกว่า IPO (Initial Public Offerings = ราคาเสนอขายตอนต้น) คือ 35 บาท(ต่อหุ้น) หรือคิดเป็นมูลค่าทั้งหมด 28,000 ล้านบาท หลังจากนั้นก็ป้อนข่าวดี ๆ เกี่ยวกับ ปตท. (หลังจากปล่อยให้หุ้นนิ่งและตกลงไปเล็กน้อยอยู่ช่วงหนึ่งส่งผลให้นักเล่นหุ้นรายเล็กประเภทแมลงเม่าต้องปล่อยขายออกมา) เช่นบอกว่าต่อไปเมืองไทยจะเป็นศูนย์กลางของพลังงาน เป็น hubไฟฟ้า เป็น hubพลังงาน ราคาหุ้น ปตท.ก็พุ่งขึ้นไปจาก 35 บาท กลายมาเป็นเกือบ 200 บาท คิดง่าย ๆ ที่ 160 บาทต่อหุ้น จะเป็นมูลค่า 128,000 ล้านบาท ต่อไปทำยังไงครับ เอาต้นทุน 28,000ล้านบาทของท่านเก็บไว้ก่อนเพราะไม่ต้องใช้แล้ว แล้วก็นำเอา 100,000 ล้านบาทที่กำไรมาซื้อหุ้น ปตท.แต่ก่อนซื้อท่านต้องทุบหุ้น
ปตท. ให้ตกลงมาเหลือ 30 กว่าบาทเสียก่อน ถ้าราคาหุ้น ปตท. เหลือ 30กว่าบาท เงิน 100,000 ล้านบาทที่อยู่ในมือ ไม่ได้ซื้อ ปตท. 30% อีกแล้ว แต่สามารถซื้อ ปตท.ได้ทั้ง 100% เลย”

ตัวเลขรายรับทั้งหมดเป็นเพียงการเสนอภาพตัวอย่างให้เข้าใจถึงกระบวนการ ปั่นหุ้น ทุบหุ้นและโอกาสในการที่จะฮุบกิจการของปตทที่ได้แปรรูปเป็นบริษัทเอกชน

แต่ตัวเลขราคาหุ้นที่ขึ้นจาก 35 บาทเป็น 160บาทนั้นเป็นตัวเลขที่ได้เกิดขึ้นจริง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา การที่นายทวีฉัตรหลานชายของนายสุริยะได้รับการจัดสรรหุ้นสูงสุด2.2 ล้านหุ้น โดยใช้เงินลงทุนเพียง 3.5 ล้านบาทกับหุ้น 1แสนหุ้นเท่านั้น(เพราะอีก 2.1ล้านหุ้นได้รับในฐานะผู้มีอุปการคุณต่อ ปตท.) ทำให้เขามีรายได้มากถึง352 ล้านบาทจากราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นมา ส่วนกลุ่มตระกูล “มหากิจศิริ”ซึ่งมีหุ้นรวมกันแล้วอยู่5.106 ล้านหุ้นจะมีรายได้มากกว่า 800ล้านบาทจากราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นความร่ำรวยอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นในพริบตา ซึ่งผู้ถือหุ้นรายใหญ่อื่น ๆ(ส่วนใหญ่คือนักการเมืองและผู้ใกล้ชิด) ก็มีอาการร่ำรวยโดยพริบตาในลักษณะเดียวกันแทบทั้งสิ้น

สุทธิชัย หยุ่น คอลัมนิสต์ชื่อดัง มองปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการกระทำของคนไม่กี่ตระกูลที่กำลังขายของหลวงเพื่อเอารายได้นั้นมาซื้อประเทศ การกระจายหุ้นของ ปตท. ได้ถูกรัฐบาลนำมาโฆษณาโดยตลอดว่าทำให้กิจการของ บริษัท ปตท.พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น กลายเป็นบริษัทชั้นนำที่สำคัญอยู่ในลำดับต้น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีการเพิ่มทุนกระจายหุ้นเพิ่มเติม มีผลตอบแทนที่ดี และมีเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ

แต่ความจริงก็คือ การดำเนินกิจการของบริษัท ปตท. ไม่เคยส่งผลให้ ราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องจ่ายให้ลดลงแต่อย่างใดและกลับเพิ่มสูงขึ้นโดยตลอด

รายได้ที่เพิ่มขึ้นของบริษัท ปตท.นั้นส่วนหนึ่งมาจากเงินภาษีของประชาชนที่รัฐบาลเอามาตั้ง เป็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งพบว่าตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค.2547 จนถึงวันที่ 19 เม.ย.2547เป็นเวลา 100 วันรัฐบาลต้องจ่ายเงินให้กับบริษัท ปตท. และบริษัทน้ำมันต่างชาติอื่น ๆ ไปแล้วถึงกว่า 6 พันล้านบาท

ขณะที่นักวิชาการส่วนหนึ่งได้แสดงความเห็นคัดค้านการใช้เงินชดเชยดังกล่าวว่า ไม่ได้ส่งผลดีโดยรวมต่อประเทศชาติแต่อย่างใด ที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้ประชาชนไม่ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นนานไปความหายนะทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ในไม่ช้า เพราะเป็นการเอาเงินของประชาชนมาอุ้มธุรกิจเอกชนโดยไม่มีขีดจำกัดและไร้การควบคุม เป็นการเอาเงินของชาติมาหาเสียงในขณะเดียวกันเม็ดเงินทั้งหมดนี้ก็ตกไปอยู่กับนักธุรกิจพวกพ้อง เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

สำหรับเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ประชาชนก็ต้องจ่ายให้ผ่านทางค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟที ซ้ำการขยายกิจการของ บริษัท ปตท.เพื่อผลกำไรของตัวเองก็ยังเป็นไปโดยขาดความรับผิดชอบต่อประชาชน โดยดูได้จากกรณีที่โรงไฟฟ้าต้องปรับแผนมาใช้น้ำมันเตาที่มีราคาสูงกว่ามาผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซที่ขาดหายไปเนื่องจาก บริษัท ปตท.ไม่ได้ส่งก๊าซมาให้เพราะต้องทำการปรับขยายท่อส่งก๊าซของตนเองอยู่

การกระจายหุ้นที่ไม่เป็นธรรมของ ปตท. ดังกล่าว เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากและทำให้แผนการนำ กฟผ.เข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่เป็นที่ไว้วางใจจากประชาชนและพนักงานรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป จนรัฐบาลทักษิณต้องออกมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยให้มีหุ้นในส่วนของผู้มีอุปการะอีก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเคลือบแคลงสงสัยที่เกิดขึ้นหมดไปได้ง่าย ๆ เพราะยังมีช่องทางหลีกเลี่ยงอีกมากมายหลายวิธีที่จะทำให้หุ้นส่วนใหญ่ตกไปอยู่ในมือของนักการเมือง นักธุรกิจเพียงไม่กี่กลุ่ม กี่ตระกูล


การคิดค้นวิธีกินชาติ ด้วยการใช้เงินของชาติฮุบชาติในลักษณะนี้ ไม่ใช่ความชาญฉลาดของนักธุรกิจการเมืองของไทยแต่อย่างใด เพราะพฤติกรรมลักษณะนี้นักการเมือง นักธุรกิจในหลายประเทศได้เคยประพฤติปฏิบัติจนตัวเองและพวกพ้องได้ดิบได้ดี แต่ประเทศชาติต้องวิบัติหายนะมาแล้วมากมายหลายประเทศ แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศของเราไม่ค่อยได้รับรู้กัน

การล๊อคหุ้น ปตท
ทรัสต์ต่างชาติ นอมินี ไอ้โม่งมาช้อนซื้อหุ้น 332 ล้านห้น ไปอย่างเร็ว
การซื้อหุ้น ในนาม คนอื่น ของทักษิณ ในอดีต
ทักษิณแปรรูป ปตท เพราะเห็นว่าไทยมีแหล่งพลังงานมาก จนทำรายได้เข้ากระเป๋าได้สูง
ใครเป็นเจ้าของหุ้นส่วนใหญ่ของ ปตท
ปตท ประเคน 30 ล้านบาท ให้ Voive TV ของพานทองแท้ ชินวัตร
ผลประโยชน์กับคนที่หากินในระบอบทักษิณ

"สนธิ" แฉ "ฝรั่งหัวดำ" (คนไทยที่จ้างฝรั่งดูแลหุ้น) ใช้นอมินีถือหุ้น ปตท. ถึง 35% เป็นสาเหตุราคาน้ำมันในไทยแพงลิ่ว เพราะพวกนี้ทำทุกทางให้ ปตท. กำไรมหาศาล จะได้โกยเข้ากระเป๋าตัวเอง นอกจากนี้ใช้บริษัทลูกผ่องถ่ายกำไร เบี่ยงเบนการถูกจับตามอง http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000032215

ข้อสงสัยว่ารัฐบาลทักษิณ “ขาย ปตท. ขาดทุน ขายทำไม??” จนบัดนี้ก็ยังไม่มีคำตอบ

อย่าลืมว่า ในการแปรรูป ปตท. คณะกรรมการที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลายคณะที่จัดตั้งโดยรัฐบาลทักษิณได้ตีมูลค่าทรัพย์สิน และราคาหุ้นของ ปตท.ในราคาต่ำมาก สร้างความเสียหายต่อประเทศไม่น้อยกว่า 190,000 ล้านบาท โดยหุ้นของ ปตท.ที่นำออกขาย 25% เมื่อปี 2544 จำนวน 800 ล้านหุ้นในราคา 35 บาทต่อหุ้น จะได้เงินสูงสุดไม่เกิน 28,000 ล้านบาท ขณะที่ข้อเท็จจริงรัฐและประชาชนถูกโกงไปมากกว่าเงินที่ได้จากการขายหุ้น กล่าวคือ

1) ก่อนกำหนดราคาหุ้นของ ปตท.มีการแก้บัญชีย้อนหลังทำให้ทุนและกำไรสะสมของ ปตท. จำนวน 50,121 ล้านบาท ถูกลดเหลือเพียง 14,441 ล้านบาท เท่ากับมูลค่าทรัพย์สินของ ปตท.เมื่อเป็นรัฐวิสาหกิจหายไปถึง 36,000 ล้านบาท สินทรัพย์ที่หายไปมีมูลค่ามากกว่าเงินที่ได้จากการขายหุ้น

2) เงินที่ได้จากการขายหุ้นต้องจ่ายให้บริษัทผู้ขายหุ้น 800 ล้านบาท


3) ประกาศจ่ายเงินปันผลก่อนขายหุ้นว่าภายใน 3 เดือนจะปันผลหุ้นละ 2 บาท แม้จะยังไม่ได้คำนวณผลประกอบการเป็นเงิน 1,600 ล้านบาท

4) ขายหุ้นให้พนักงานและผู้บริหารในราคาพาร์ 10 บาท จำนวน 48 ล้านหุ้น เป็นการนำสมบัติชาติมาแบ่งปันกัน ซึ่งฝ่ายบริหารอาศัยการแบ่งหุ้นให้พนักงานระดับล่างของ ปตท.เป็นเกราะกำบังในการได้ประโยชน์จากทรัพย์สมบัติชาติมากกว่าพนักงานทั่วไป
และ

5) การประเมินมูลค่าบริษัทในเครือ ปตท. ซึ่งรัฐวิสาหกิจ ปตท.เคยลงทุนบริษัทในเครือจำนวน 63,672 ล้านบาท กลับถูกตีมูลค่าติดลบ 5,190 ล้านบาท เท่ากับยกบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจ ปตท.ให้ฟรีแล้วยังแถมเงินให้อีก 5,190 ล้านบาท

ดังนั้น เมื่อรวมการประเมินลดมูลค่าทรัพย์สิน ปตท.ทั้งหมด ปรากฏว่ามีจำนวนถึง 106,008 ล้านบาท เทียบกับการขายหุ้น ปตท.ได้เงินสูงสุดไม่เกิน 28,000 ล้านบาท เท่ากับการขายรัฐวิสาหกิจ ปตท.แบบขาดทุน คำถามคือ ขายทำไม

การแปรรูป ปตท. ทำให้ประเทศชาติเสียหายจากการประเมินมูลค่าทรัพย์สินราคาถูก ขายขาดทุน ประชาชนผู้บริโภค ภาคธุรกิจในฐานการผลิตเดือดร้อนจากการผูกขาดและกำไรสูงเกินควร คือน้ำมันราคาแพง และการกำหนดโครงสร้างราคา การกำกับดูแลที่ไม่ชอบธรรม กำไรที่ขูดรีด การก่อหนี้กองทุนน้ำมัน การฮั้วราคาน้ำมันระหว่างโรงกลั่นกับปั๊มน้ำมัน ส่วนก๊าซธรรมชาติผูกขาด ราคาแพง จากโครงสร้างราคา ค่าปากหลุม ค่าหัวคิว ค่าท่อ กำไรจากก๊าซ ฮั้วกันระหว่าง ปตท.กับบริษัทลูก และการขายก๊าซฯ ในราคาแพงให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ที่ส่งผลให้ราคาค่าไฟที่ส่งผ่านมาให้ประชาชนแบกรับแพงขึ้น

การแปรรูป ปตท.เป็นการเปิดทางให้มีการคอร์รัปชัน กลายเป็นเครื่องมือสร้างความร่ำรวย เอื้อประโยชน์แก่ญาติ พรรคพวก นักการเมือง และเครือข่ายมาตั้งแต่รัฐบาลทักษิณจนบัดนี้ การจัดสรรขายหุ้นบริษัท ปตท. ซึ่งเป็นสมบัติของชาติและของประชาชนทุกคน มีการจัดสรรในลักษณะอภิสิทธิ์ จำนวน 47,245,725 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท ต่ำกว่าราคาขายให้ประชาชนทั่วไปในราคาหุ้นละ 35 บาท

ผลประโยชน์ ปตท ตกอยู่กับตระกูลชินวัตร

มีความพยายามของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในการแปลง ปตท จากรัฐวิสาหกิจให้เป็นสัมปทานของเอกชน ในปี 2556

Full Site